|
1. การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ มีปัจจัยที่นำมาใช้ในการ |
| กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ได้แก่ ประเภทรถ ลักษณะการใช้รถ อายุรถยนต์ อายุผู้ขับขี่ |
| (กรณีกรมธรรม์ระบุชื่อผู้ขับขี่) จำนวนเงินเอาประกันภัยรถยนต์ กลุ่มรถยนต์ และอุปกรณ์เพิ่มพิเศษ |
| (ถ้ามี) ไม่ได้นำปัจจัยในเรื่องการติดตั้งระบบก๊าซ NGV และ LPG มาใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ย |
| ประกันภัยรถยนต์ |
| 2. การติดตั้งระบบก๊าซ NGVและLPG สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ |
| ประเภท 1 จะมีผลให้จำนวนเงินเอาประกันภัยรถยนต์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการประกันภัยประเภท1 |
| จะให้ความคุ้มครอง รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ ฉะนั้น |
| ในการกำหนดจำนวนเบี้ยประกันภัยรถยนต์จะต้องคิดรวมมูลค่าของอุปกรณ์ที่ติดตั้งดังกล่าวไว้ในจำนวน |
| เงินเอาประกันภัยรถยนต์ตัวรถด้วย |
| 3. หากมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGVและLPG เจ้าของรถมี |
| หน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ทราบ เนื่องจากหากเจ้าของรถไม่ได้แจ้งการติดตั้งอุปกรณ์หลัง |
| จากการรับประกันภัยรถยนต์แล้ว หากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด ความคุ้มครองที่จะ |
| ได้รับจากกาประกันภัยรถยนต์อาจไม่สมบูรณ์ ดังนี้ |
| 3.1) หากรถคันเอาประกันภัยรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายค่าสินไหม |
| ทดแทนตามจำนวนเงินเอาประกันภัยรถยนต์ที่ทำไว้เท่านั้น นั่นคือ จำนวนเงินที่ยังไม่รวมมูลค่า |
| อุปกรณ์ของระบบก๊าซที่ติดตั้งเพิ่มเติม |
| 3.2) หากอุปกรณ์ติดตั้งระบบก๊าซดังกล่าวได้รับความเสียหายจะไม่ได้ |
| รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการติดตั้งระบบก๊าซดังกล่าวก่อนการรับประกันภัยรถยนต์ ซึ่งโดย |
| หลักปฏิบัติแล้วถือว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งขึ้นมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของตัวรถคันเอาประกันภัยรถยนต์อยู่แล้ว |
| ในการประกันภัยรถยนต์ประเภท1 เมื่อเกิดเหตุบริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไข |
| กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อบุคคลภายนอก และความเสียหายต่อ |
| ตัวรถคันเอาประกันภัยรถยนต์ซึ่งรวมถึงความเสียหายและสูญหายของอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมนี้ด้วย |
วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555
ประกันภัยรถยนต์กับการคุ้มครองรถติดก๊าซ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น